เที่ยวเชียงคาน จังหวัดเลย

เชียงคาน เป็นชื่อของอำเภอหนึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเลย จัดว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ ความสำคัญ และแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของไทย เชียงคานเดิมทีเป็นชื่อของเมืองหนึ่งในสมัยอาณาจักรล้านช้าง ก่อตั้งขึ้นราวปี พ.ศ. 1400 และได้แยกออกเป็นสองอาณาจักรคือ อาณาจักรหลวงพระบาง และอาณาจักรเวียงจันทร์ ซึ่งในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เมืองนี้ถูกใช้เป็นหน้าด่านในการยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทร์ และได้รวมอาณาจักรล้านช้างให้เป็นเอกราชของไทยในสมัยนั้น

ปัจจุบันเชียงคานจัดว่าเป็นเมืองท่องเที่ยงที่เงียบสงบ และชาวเมืองยังคงใช้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของเมืองในฝั่งริมแม่น้ำโขง เชียงคานเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีผู้คนไม่มากนักส่วนใหญ่จะเป็นชาวท้องถิ่นเชียงคาน เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือ บ้านเรือนของชาวบ้านที่มีลักษณะเป็นบ้านไม้ที่ปลูกเรียงกันตามถนนเป็นบ้านไม้ที่ผู้คนสืบทอดต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งก็มีลักษณะเด่นและสวยงามเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก ทั้งบรรยากาศยังสงบ อากาศสดชื่น รวมถึงบรรยากาศที่สวยงามยามเช้าทั้งริมแม่น้ำโขงดูสวยงาม นอกจากอาคารบ้านเรือยแล้ว ยามค่ำคืนยังมีถนนคนเดินมีร้านขายของที่ระลึกต่างๆที่นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อมากมาย รวมถึงยามค่ำคืนมีการประดับไฟตกแต่งริมทางอย่างสวยงามให้บรรยากาศที่โรแมนติกอย่างมากเหมาะสำหรับคู่รักมาเที่ยวพักผ่อนกัน นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นของอำเภออย่าง แก่งคุดคู้ แก่งหินขนาดใหญ่กว้างเกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งช่วงเวลาที่มองเห็นแก่งคือเดือนกุมภาพันธ์ ถึง พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่มองเห็นชัดที่สุด

ผาชะนะได

ผาชะนะได เป็นภูเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 450 เมตร ส่วนของหน้าผาตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกสุดของประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ตั้งอยู่ในป่าดงนาทาม ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นจุดที่มองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นจุดแรกของประเทศไทย ทิวทัศน์เบื้องล่างจะเป็นแม่น้ำโขงกั้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยและลาว เบื้องหน้าเป็นภูเขาแดนลาวที่วางเรียงรายสลับซับซ้อนมองดูสวยงาม ฤดูหนาวนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความสวยงามของทะเลหมอกเหนือลำน้ำโขง  การเดินทางในช่วงระยะ 15 กิโลเมตรสุดท้ายควรใช้รถกระบะที่มีความสูงปกติหรือรถกระบะยกสูงขับเคลื่อนสี่ล้อจะสะดวกในการเดินทางกว่า เพราะบางจุดต้องข้ามลำธารและสลับกับขึ้นเนินหินที่มีความชัน หากเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ถนนจะมีน้ำขังทำให้บางจุดรถอาจติดหล่มได้ เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวควรเตรียมอุปกรณ์ในกรณีฉุกเฉิน เช่น จอบ เสียม ไปด้วย เพื่อการเดินทางที่ราบรื่น นอกจากนี้ตลอดระยะทางที่เป็นช่วงกึ่งออฟโรดจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้ไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ การเดินทางในช่วงนี้อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวควรเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้พร้อม เพราะที่หน่วยบริการนักท่องเที่ยวผาชะนะไดข้างบนไม่มีจำหน่าย แต่จะมีเต็นท์และถุงนอนเท่านั้นไว้คอยบริการ เมื่อเดินทางถึงหน่วยบริการนักท่องเที่ยวผาชะนะไดแล้ว จะมีลานกางเต็นท์ 3 จุดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวได้หลายร้อยคน มีห้องน้ำที่สะอาด มีไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่องสว่างจนถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน จากนั้นไฟก็จะดับและมืดสนิท นักท่องเที่ยวควรเตรียมอุปกรณ์ส่องสว่างมาให้พร้อม

 

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนองคาย

 

ดินแดนภาคอีสานที่ต้องบอกเลยว่า แหล่งธรรมชาติป่าไม้ ภูเขารวมไปถึงน้ำตกมีความงดงามทางด้านธรรมชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลย วันนี้เราจะเดินทางไปที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนองคาย มีเนื้อที่ประมาณ 186 ตารางกิโลเมตร หรือ 116,562 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 150-300 เมตร สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น บางส่วนเป็นสันเขาหินทราย ลานหินและทุ่งหญ้า ที่ทำการเขตฯ ตั้งอยู่ที่บ้านดอนจิก ซึ่งอยู่เลยอำเภอบุ่งคล้ามา 3 กิโลเมตรมีทางแยกขวาไปอีก 6 กิโลเมตร แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ได้แก่  น้ำตกถ้ำฝุ่น อยู่ในบริเวณท้องที่บ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น บนเส้นทางหมายเลข 212 ก่อนถึงอำเภอบุ่งคล้า 7 กิโลเมตรมีทางแยกขวาไปน้ำตกประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณป่าโปร่งที่มีทิวทัศน์สวยงามทางตอนเหนือของภูวัว ทางเดินไปน้ำตกผ่านลานหินทรายกว้างขวาง จนมาสุดทางที่น้ำตกที่ไหลมาจากหน้าผาหินทรายที่มีลักษณะเป็นร่องแคบ มองเห็นสายน้ำตกมาเป็นทางยาว มีน้ำเฉพาะในฤดูฝน บริเวณใกล้เคียงมีเพิงผาหินเป็นแนวยาวเรียกว่า ถ้ำฝุ่น อีกทีหนึ่งที่แนะนำ น้ำตกเจ็ดสี ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านดอนเสียด ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา หากเดินทางมาตามทางหมายเลข 212 ก่อนถึงบุ่งคล้า 12 กิโลเมตรมีทางแยกขวาที่บ้านชัยพร ผ่านบ้านภูเงิน บ้านดอนเสียดไปถึงน้ำตกเป็นระยะทางอีก 28 กิโลเมตร หรือหากเดินทางจากภูทอกใช้เส้นทางที่ผ่านบ้านนาต้อง บ้านดอนเสียด รวมระยะทางจากภูทอก 14 กิโลเมตร น้ำตกเจ็ดสี เป็นน้ำตกที่สวยงามมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เกิดจากธารน้ำของห้วยกะอามไหลมาตามหน้าผาหินทรายสูงและแผ่กว้างเป็นทางยาว สายน้ำตกกระทบหินเบื้องล่างเกิดเป็นละอองไอน้ำยามเมื่อกระทบกับแสงแดดทำให้เกิดสีต่างๆ ขึ้น จึงเรียกว่า น้ำตกเจ็ดสี

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง จังหวัด อุดรธานี

 

เรายังคงอยู่ในดินแดนอีสานที่มีความงดงามทางด้านศิลปวัฒนธรรมต่างๆมากมายรวมถึงประวัติศาสตร์ที่มากมายควรที่ต้องศึกษาไว้ให้ได้ลูกหลานได้เรียนรู้ในอนาคต ที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่ใครชอบทางด้านประวัติศาสตร์ แนะนำให้เดินไปกันเลยที่นี่ครับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงตั้งอยู่ที่บ้านเชียง ตำบลบ้านเชียง เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียง ระหว่างปี พ.ศ. 2517–2518 จากการศึกษาหลักฐาน ต่าง ๆ ที่พบทำให้บ้านเชียงเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุราว 1822–4600 โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้จดทะเบียนให้แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนธันวาคม 2535 ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย ภายในพิพิธภัณฑฯ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ตั้งอยู่ทางด้านขวาของทางเข้า อยู่ในบริเวณวัดโพธิ์ศรีใน เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดที่เป็นแหล่งโบราณคดีแห่งแรกในประเทศไทย เป็นนิทรรศการถาวร ซึ่งแสดงขั้นตอนการขุดค้นทางโบราณคดีที่ยังคงลักษณะของศิลปวัตถุที่พบตามชั้นดินเพื่อให้ผู้เข้าชมได้ศึกษาถึงการขุดค้นทางโบราณคดี และโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาชนะเผาที่ฝังรวมกับศพ ส่วนที่ 2 ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของทางเข้า เป็นอาคารที่จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราว และวัฒนธรรมของบ้านเชียงในอดีต ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ที่แสดงถึงเทคโนโลยีในสมัยโบราณรวมทั้งโบราณวัตถุ และนิทรรศการบ้านเชียงที่เคยจัดแสดง ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น ภายในบริเวณอาคารส่วนที่ 2 ยังมีห้องนิทรรศการ ห้องบรรยาย ฉายภาพยนตร์ ภาพนิ่ง และการให้บริการการศึกษาต่าง ๆ การเดินทาง ไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงนั้นสะดวกมาก เนื่องจากอยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 55 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข 22 เส้นอุดรธานี-สกลนคร ตรงกิโลเมตรที่ 50 ก็จะถึงปากทางเข้าบ้านปูลู จะเห็นป้ายบอกทางไปพิพิธภัณฑ์ทางด้านซ้ายมือ มีเนื้อที่ประมาณ 186 ตารางกิโลเมตร หรือ 116,562 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 150-300 เมตร สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น บางส่วนเป็นสันเขาหินทราย ลานหินและทุ่งหญ้า ที่ทำการเขตฯ ตั้งอยู่ที่บ้านดอนจิก ซึ่งอยู่เลยอำเภอบุ่งคล้ามา 3 กิโลเมตรมีทางแยกขวาไปอีก 6 กิโลเมตร

 

พัทยา 2 จังหวัดขอนแก่น

ได้หมดถ้าสดชื่นก็อย่างที่บอกว่าถ้าได้ตามที่ใจต้องการก็ทำให้เรามีความสดชื่นอย่างแน่นอน ยังคงอยู่ในดินแดนอีสานที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งภาษา อาหาร การกินและวัฒนธรรมที่ทำให้มีสดใสอยู่ตลอดเวลาทุกวินาทีที่ได้เดินทางมาสัมผัสกับการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ ที่ทำให้หลากหลายคนอยากจะเดินทางกลับมาอีก วันนี้เป็นสถานที่ที่ต้องบอกเลยว่าจะทำให้คุณรู้สึกถึงกับการพักผ่อนอย่างแท้จริงเลยนะครับ ไปได้ทั้งครอบครัว เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือจะเป็นแก๊งค์เพื่อน ม. ปลายก็ไปได้หมด กับ สถานที่แห่งที่ทำให้กระชุ่มกระชวยในจิตใจอย่างแน่นอน กับ พัทยา 2 ในจังหวัด ขอนแก่นตั้งอยู่ที่บ้านหนองกุงเซิน อำเภอภูเวียง ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 78 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ราบริมทะเลสาบประมาณ 20 ไร่ ทะเลสาบมีอาณาเขตติดต่อกับเขื่อนอุบลรัตน์ โดยมีเทือกเขาภูพานคำทอดยาวเป็นฉากหลัง เหมาะแก่การพักผ่อน รับประทานอาหาร และเล่นน้ำในบรรยากาศคล้ายชายทะเล  ในบริเวณมีร้านอาหารบริการอาหารพื้นเมือง ปลาเผา  และมีอุปกรณ์เพื่อกิจกรรมทางน้ำไว้บริการ เช่น ห่วงยาง จักรยานน้ำ บาบาน่าโบ๊ต มักจะมีผู้คนท้องถิ่นมาพักผ่อนหย่อนใจกันมากในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์  การเดินทาง จากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 12 ถึงแยกหนองเรือเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2038 ตรงไปประมาณ 12 กิโลเมตร ผ่านอำเภอภูเวียง ทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทางเข้าไปยังพัทยา 2 ไปอีกประมาณ 23 กิโลเมตร ถ้าวันไหนหยุดยาวเป็นสถานที่ที่หนึ่งเหมาะสมกับการสัมผัสบรรยากาศทะเลในดินแดนอีสานที่นี่ที่เดียวครับ

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย

ต้องบอกเลยว่าการท่องเที่ยวในดินแดนภาคอีสานเป็นการท่องเที่ยวที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางสักหน่อยแต่ก็ทำให้ทุกคนมีความสุขสนุกการเดินทางไปยังที่ที่หนึ่ง เป็นสถานที่ยอดฮิตที่หนึ่งบนดินแดนภาคอีสานที่มีความลงตัวอย่างงดงามมากที่สุดบนดินแดนอีสานในประเทศไทยของเรานั้น กับการเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงที่ต้องบอกเลยว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทยเพราะมีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและภูมิประเทศหลากหลายทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและหน้าผาชมทิวทัศน์ เส้นทางขึ้นภูกระดึง ทางขึ้นค่อนข้างชันแต่จะมีจุดแวะพักที่ “ซำ” หมายถึง บริเวณที่มีแหล่งน้ำใต้ดินผุดขึ้นมาแต่ละจุดมีเครื่องดื่มและอาหารบริการ จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนภูกระดึง ผานกแอ่น เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามมากแห่งหนึ่ง สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างซึ่งเป็นท้องทุ่งและเทือกเขา ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นมีดอกกุหลาบป่าขึ้นเป็นดงใหญ่ ซึ่งบานสะพรั่งในเดือนมีนาคม-เมษายน ผาหล่มสัก เป็นลานหินกว้าง และมีสนต้นใหญ่อยู่ใกล้กับชะง่อนหินที่ยื่นออกไปจากหน้าผา เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกได้ชัดเจนที่สุด จึงทำให้นักท่องเที่ยว ช่างภาพนิยมไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ผาแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึง นอกจากนี้ยังมี ผาหมากดูก อีด้วยและน้ำตกจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกธารสวรรค์ น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกถ้ำสอใต้ สระอโนดาต เป็นต้น

ชมวิวแม่น้ำโขง ณ ผาแต้ม

บริเวณสุดเขตแดนสยามยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่เหมาะแก่การชมพระอาทิตย์ในยามเช้า และชมวิวแม่น้ำโขง นั้นคือ ผาแต้ม ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ทางตะวันออกสุดของไทยโดยสามารถชมอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรกของไทยอีกด้วย โดยพื้นที่ของอุทยานแห่งชาตินี้มีเนื้อที่ประมาณ 340 ตารางกิโลเมตร หรือ 213,500 ไร่ นอกจากความงามของธรรมชาติบริเวณนี้ ยังสามารถชมภาพเขียนสีซึ่งมีมาก่อนประวัติศาสตร์ราว 10,000 ปีก่อน

นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมจากธรรมชาติอย่าง เสาเฉียง ซึ่งเป็นผลจากกระทำทางธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบมาก โดยมาจากหินทรายสองชุด ซึ่งมาจากยุคครีเทเซียส และยุคจูราสซิค ซึ่งถูกกัดเซาะจากลมและน้ำฝนเป็นเวลาหลายล้านปีนอกจากนี้ยังเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอีกด้วย ซึ่งเป็นเสาหินโบราณที่สมบูรณ์แบบมาจนถึงปัจจุบันนี้

นอกจากนี้ยังบริเวณผาแต้มยังมีจุดที่เรียกว่า ผาชะนะได ซึ่งเป็นจุดที่อาทิตย์ขึ้นเป็นจุดแรก โดยจะใช้เป็นจุดเริ่มต้นคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้น โดยอยู่บริเวณ อำเภอโขงเจียม ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเยี่ยมชมความงามริมแม่น้ำโขงในที่สูง นอกจากนี้ยังชมความงามของทิวทัศน์ของฝั่งริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่ง ไทย และ สปป.ลาว รวมถึงความงามของผาหินที่มีความสลับซับซ้อนมองดูสวยงาม อีกทั้งในช่วงฤดูหนาวยังสามารถสัมผัสความงามของทะเลหมอกเหนือแม่น้ำโขงอีกด้วย ซึ่งในจุดผาชะนะไดนั้นเป็นจุดที่อาทิตย์ขึ้นเป็นที่แรก จึงมีการรายงานข่าวเกี่ยวจุดพระอาทิตย์ขึ้นในสำนักข่าวอีกด้วย

 

แวะไหว้พระ ชมบั้งไฟพญานาค ณ หนองคาย

ดินแดนภาคอีสานมีวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆมากมาย โดยเฉพาะในช่วงวันออกพรรษาจะมีการจัดงานบุณและประเพณีอันเก่าแก่ของทางภาคอีสาน ซึ่งในจังหวัดหนองคายนั้นก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยเช่นกัน โดยทุกคืน 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับเดือนตุลาคมของทุกปีและเป็นวันออกพรรษาของไทย ซึ่งบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขงก็จะมีปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง คือ บั้งไฟพญานาค ซึ่งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่ศรัทธาด้วย

โดยบั้งไฟพญานาค มีลักษณะของลูกไฟดวงกลมสีส้มพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขงซึ่งตามความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่าคือบั้งไฟของพญานาคที่พ่นออกมาเฉลิมฉลองวันออกพรรษา ซึ่งไม่มีใครทราบว่าบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นเมื่อใด โดยปรากฎการณ์นี้เริ่มมีชื่อเสียงมากในปี 2558 จากคำบอกเล่าของนักท่องเที่ยวต่อๆกันถึงปรากฎการณ์ดังกล่าวทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติของมาชมเป็นจำนวนมากและทำให้เงินสะพัดกว่า 150 ล้านบาท โดยจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมที่ อำเภอรัตนวาปี และอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายเป็นจำนวนมาก นอกจากชมบั้งไฟพญานาคแล้ว ยังมีประเพณีงานบุญต่างๆ ไหว้พระ ไหลเรือไฟ

ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า บั้งไฟพญานาค เกิดขึ้นจากสาเหตุใดจากนักวิทยาศาสตร์ของไทยสันนิฐานว่าเกิดจากก๊าซมีเทนและไนโตรเจนทำปฏิกิริยาจากแบคทีเรีย ซึ่งมาจากซากสัตว์ในลำน้ำทำปฏิกิริยาทางเคมีจนเกิดลูกไฟดังกล่าว โดยในปี พ.ศ.2538 นายแพทย์มนัส กนกศิลป์ กล่าวว่า “บั้งไฟพญานาคอาจเกิดจากสสารบางอย่างที่มีมวลสามารถแหวกน้ำขึ้นมาได้ น่าจะเป็นก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น เบาบางกว่าอากาศ” บ้างก็เชื่อว่าปรากฎการณ์นี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วย

 

เที่ยวมอหินขาว แหล่งศึกษาธรรมชาติของภาคอีสาน

พื้นที่ภาคอีสานมีหลักฐานทางธรรมชาติมากมาย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบันโดยมีหลักทางธรณีวิทยามากมายในการค้นพบ และอีก 1 สถานที่นั่นคือ มอหินขาว เป็นกลุ่มหินสีขาววางเรียงรายกันเป็นจำนวนมาก

มอหินขาว ตั้งอยู่ที่ จังหวัดชัยภูมิ มีลักษณะเป็นหินสีขาวขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่บนลานกว้างบริเวณเนินเขาคล้ายกับสโตนเฮจ ในอังกฤษ โดยหลักฐานทางธรณีวิทยาเชื่อว่า กลุ่มหินขนาดใหญ่นี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเปลือกโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน โดยการสะสมตะกอนทราย แป้ง ดินเหนียวจากแม่น้ำ โดยเชื่อว่าในยุคนั้นน่าจะเคยเป็นทะเลสาปหรือแม่น้ำมาก่อนก่อนการเปลี่ยนแปลงจากธรณีวิทยาได้ทำให้พื้นบริเวณนั้นเกิดยกตัวเป็นภูเขาและการกัดเซาะและแตกหักจนทำให้เกิดกลุ่มเสาหินขนาดใหญ่ขึ้น โดยกลุ่มหินนี้มีอายุราว 175 ล้านปีมาแล้ว

นอกจากนี้บริเวณโดยรอบยังมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธรรมชาติต่างๆที่สวยงามและยังมีคงความงดงามของธรรมชาติอย่างมากทำให้เรารู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในยุคดึกดำบรรพ์เลยทีเดียว นอกจากชมความงานของกลุ่มหินใหญ่สีขาวแล้ว เรายังได้ชมความงามของดอกไม้ป่าสีขาวนวลที่ขึ้นอยู่บริเวณโดยรอบกินอาณาเขตกว้างใหญ่ในบริเวณนั้น นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของไทยด้วย นอกจากนี้ตอนกลางคืนหากฟ้าเปิดก็สามารถเห็นดาวเต็มท้องฟ้าเหมาะสำหรับนักถ่ายภาพอย่างมาก

มอหินขาว เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน 08.00-18.00 น. โดยจะมีค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท นอกจากนี้ยังมีจุดกางเต้นท์รับนักท่องเที่ยวโดยจะมีค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 50 บาทและเด็ก 40 บาท ซึ่งจะมีบริการร้านอาหาร ห้องอาบน้ำรองรับ

เที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

ปราสาทหินพนมรุ้ง สถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังในจังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากนี้ปราสาทหินพนมรุ้งยังใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์มากมาย ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมความงามเป็นจำนวนมาก

ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกรียติ ห่างจากอำเมืองบุรีรัมย์ 77 กิโลเมตร นอกจากนี้ปราสาทพนมรุ้งยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วโดยคาดว่าน่าจะมีอายุกว่า 700,000 ปีมาแล้ว ถือว่าเป็นปราสาทหินขอมของไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุด โดยปราสาทหินพนมรุ้งนั้นถือว่าเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นโดยศาสนาฮินดู ลัทธิไศวะ โดยสนิฐานว่าใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวเมืองสมัยนั้น จากหลักฐานที่พบองค์ประกอบของปราสาททั้ง พับพลาเปลื้องเครื่อง รูปแกะสลักต่างๆ โดยครั้งแรกไม่ได้มีการค้นพบในลักษณะสมบูรณ์เหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากการค้นพบครั้งแรกนั้น ปราสาทมีการผุพังและเสียหายเป็นจำนวนมาก อาจเกิดจากน้ำฝนและลมที่กัดเซาะนับร้อยๆปี ซึ่งทางกรมศิลปกรได้ทำการซ่อมแซมฐานรากใหม่ให้แข็งแรงรวมถึงนำชิ้นส่วนที่พังมาต่อเติมใหม่ด้วย ปราสาทหินพนมรุ้งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อปี พ.ศ. 2475 ซึ่งมีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.2514 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปีพ.ศ. 2531

นอกจากความงามของตัวปราสาทแล้ว ยังมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าทึงนั่นคือ แสงอาทิตย์ลอดผ่านประตูทั้ง 15 ช่อง โดยปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกวันที่ 3-5 เมษายน และ 8-10 กันยายน ของทุกปี โดยช่วงพระอาทิตย์ขึ้นแสงอาทิตย์จะลอดส่องประตูทางเข้าของปราสาททั้ง 15 ช่องพอดี ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่น่าชมมาก